ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้ให้คำแนะนำไว้ว่า ถ้าเราอยากจะฝึกภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอะไรก็ตาม) ให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง เราจะต้องฟังและอ่านภาษาอังกฤษให้เยอะๆ เมื่อเราฟังและอ่านมากๆเข้า ในที่สุด เราก็จะพูดและเขียนได้เองโดยอัตโนมัติ
 
ทีนี้ สำหรับคนบางคน เขาไม่ได้ต้องการฝึกภาษาอังกฤษเพื่อที่จะนำไปใช้งาน เขาเพียงแค่ต้องการสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านและได้คะแนนดีเท่านั้น ถามว่าการฝึกภาษาอังกฤษโดยการฟังและอ่านมากๆจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่?
 
คำตอบคือ...ได้ครับ ตัวผมเอง เวลาจะสอบภาษาอังกฤษ ผมก็เตรียมตัวสอบด้วยวิธีนี้ และเท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ประถมศึกษายันมหาวิทยาลัย ผมก็สอบได้คะแนนดีมากโดยตลอด
 
พวกคุณบางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมการฟังและการอ่านจึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการ "อัด Grammar บ้าท่องศัพท์" 
 
ต่อไปนี้คือเหตุผลครับ
 
...
 
(1) การฝึกด้วยการฟังและการอ่านสนุกกว่า
 
เมื่อเรารู้สึกสนุก สมองของเราก็จะเปิดรับข้อมูลมากขึ้น อีกทั้งตัวเราเองก็มีแนวโน้มที่จะฝึกฝนมากขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เราเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้นในที่สุด
 
ในทางกลับกัน การฝึกด้วยการอัด Grammar บ้าท่องศัพท์เป็นแนวทางการพัฒนาภาษาอังฤษที่น่าเบื่อมาก (ข้อนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนคงรู้ซึ้งกันดีอยู่แล้ว) และเนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว สมองของมนุษย์เราเกลียดความน่าเบื่อ มันจึงปิดรับข้อมูลทันทีที่มันรู้ว่าเรากำลังจะฝึกภาษาอังกฤษ ส่งผลให้หลัก Grammar และคำศัพท์ที่เราท่องกันแทบเป็นแทบตายไม่ค่อยจะ "เข้าหัว" ของเราไปโดยปริยาย พอเราเห็นว่าความพยายามของเราไม่ได้ผล เราก็จะเสียกำลังใจ ทำให้พาลไม่อยากจะฝึกฝนต่อ ส่งผลให้ทักษะภาษาอังกฤษของเราไม่ได้รับการพัฒนาในที่สุด
 
(2) การฝึกด้วยการฟังและการอ่านจะช่วยพัฒนา Grammar และคำศัพท์โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
 
เนื่องจากเราฟังและอ่านแต่ประโยคที่เขียนถูก Grammar มาตลอด (จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราอ่านถูก Grammar? หนังสือทุกเล่มที่ได้รับการตีพิมพ์ล้วนต้องผ่านขั้นตอนการ Edit อย่างเข้มข้นมาแล้ว ดังนั้น หนังสือทุกเล่ม โดยเฉพาะเล่มที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ชื่อดัง ล้วนถูกต้องตามหลัก Grammar ทั้งนั้น) เราจึงรู้สึกคุ้นเคยกับประโยคที่ถูกตามหลัก Grammar อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราอาจจะไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไม He are a man. ถึงเป็นประโยคที่ผิด แต่เราจะ "รู้สึก" ว่ามันผิด ในขณะที่ He is a man. เป็นประโยคที่ถูก
 
ส่วนในเรื่องการพัฒนาคลังคำศัพท์...เวลาที่เราอ่านหนังสือภาษาอังกฤษหรือฟังแผ่น CD ภาษาอังกฤษ แน่นอนว่าเราย่อมต้องเจอคำศัพท์ที่เราไม่รู้ความหมายบ้างไม่มากก็น้อย คำศัพท์เหล่านี้ หลายๆครั้ง เราจะสามารถเดาความหมายจากบริบทได้อย่างสบายๆ ส่งผลให้คลังคำศัพท์ของเราเติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติ (สำหรับคำศัพท์ที่เราอ่านแล้วยังไม่สามารถเดาความหมายได้ในทันที ก็ไม่ต้องกังวลครับ เดี๋ยวอีกหน่อย พอเราเจอคำศัพท์คำนี้มากๆเข้า ในที่สุด เราก็จะเดาความหมายของมันได้เอง)
 
(3) การฝึกด้วยการอัด Grammar บ้าท่องศัพท์เป็นวิธีการที่ผู้ฝึกต้องจำเยอะมาก
 
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มักจะได้รับการขนานนามจากคนทั่วโลกว่าเป็นภาษาที่ "ไร้เหตุผล" อย่างสิ้นเชิง เพราะหลัก Grammar ในภาษาอังกฤษมักจะขัดแย้งกันบ่อยพอสมควร ดังนั้น คนที่พยายามฝึกภาษาอังกฤษด้วยการท่อง Grammar จะต้องจำข้อยกเว้นและรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด (เช่นเดียวกับความหมายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่มักจะมีมากกว่า 1 ความหมายเสมอ)
 
และที่สำคัญ นอกจากการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการอัด Grammar บ้าท่องศัพท์จะเป็นวิธีที่ผู้ฝึกต้องจำเยอะแล้ว มันยังเป็นวิธีที่ลืมง่ายอีกด้วย เพราะมันเป็นการจำหลัก Grammar และความหมายของคำศัพท์ทื่อๆเพียวๆโดยไม่มีบริบทใดๆประกอบเลย
 
(4) ข้อสอบไม่ได้ทดสอบเพียงแค่ Grammar และคำศัพท์เท่านั้น
 
แต่มันยังทดสอบทักษะในการฟังและการอ่านอีกด้วย ซึ่งการอัด Grammar บ้าท่องศัพท์ไม่ค่อยช่วยพัฒนาทักษะส่วนนี้สักเท่าไหร่
 
ในทางกลับกัน ถ้าหากเราฝึกด้วยการฟังและการอ่าน นอกจากเราจะได้เรียนรู้หลัก Grammar และคำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นแล้ว เรายังได้มีโอกาสพัฒนาทักษะการฟังและการอ่านให้แม่นยำและรวดเร็วอีกด้วย
 
เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 เลยก็ว่าได้
 
...
 
และทั้งหมดนี้คือ 4 เหตุผลที่ทำให้ผมคิดว่าการฝึกด้วยการอ่านและการฟังเป็นแนวทางการฝึกฝนเพื่อเตรียมตัวสอบวิชาภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการอัด Grammar บ้าท่องศัพท์
 
ทีนี้ ระหว่างการฟังและการอ่าน เราควรจะเน้นหนักไปในส่วนไหนมากกว่ากัน? 
 
สำหรับผมแล้ว เวลาที่ผมนั่งทบทวนอย่างจริงจัง ผมจะอ่านเพียงอย่างเดียว ส่วนการฟังนั้น ผมจะฟังในระหว่างที่ผมกำลังทำอย่างอื่นไปด้วยแทน (เช่น โหนรถไฟฟ้า BTS เป็นต้น) 
 
สาเหตุที่ผมเน้นการอ่านมากกว่าการฟังเป็นเพราะว่าข้อสอบส่วนใหญ่ที่ผมสอบ (เช่น ข้อสอบ Admission ข้อสอบตรงตามมหาวิทยาลัย ข้อสอบ CU-TEP เป็นต้น) มักจะเป็นข้อสอบที่เน้นทดสอบทักษะการอ่าน Grammar และคำศัพท์มากกว่าทักษะการฟังและการพูด 
 
ผมจะเน้นฟังมากกว่าอ่านก็ต่อเมื่อข้อสอบที่ผมจะเจอเป็นข้อสอบที่เน้นทดสอบทักษะการฟังและการพูดมากกว่าทักษะการอ่าน Grammar และคำศัพท์เท่านั้น
 
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ
 
Good luck with your exam!